Article written

  • on 08.07.2010
  • at 02:56 PM
  • by admin
  • 9,660 views
  • No Comment

“กรีนเดย์” สแน็กพันธุ์ใหม่ เจาะกลุ่ม Healthy รุกตลาดหมื่นล้าน

“…. การเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่ยืนยันที่จะทำ เพราะตัดสินใจแล้วว่าจะลงมาลุยในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก จึงต้องมีจุดขายที่แตกต่าง คือเป็น สแน็กพันธุ์ใหม่ เป็นสแน็กที่ดีต่อสุขภาพ”
ขนมขบเคี้ยว หรือ สแน็ก (Snack) ในเมืองไทยนั้น อาจแบ่งออกเป็นกลุ่ม อาทิ มันฝรั่ง, แป้งขึ้นรูป, ปลาเส้น-ปลาหมึก, ข้าวเกรียบ, ถั่ว, สาหร่าย ฯลฯทั้งนี้ มีข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกร ระบุมูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวดังยกตัวอย่างข้างต้นนี้ ปีหนึ่งๆ มีมูลค่ารวมกันแล้วสูงถึง 12,000 ล้านบาท

และด้วยความที่ “สแน็ก” เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง อีกทั้งผู้บริโภคมักไม่ค่อย “ยึดติด” กับยี่ห้อ ทำให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ทั้งใหญ่-น้อย ทยอยส่งสินค้าเข้ามาเสนอขายในตลาดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้ตลาดขนมขบเคี้ยวของไทยมีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรงต่อเนื่อง

ซึ่ง เรื่องราวในสัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ผลิตและจำหน่าย สแน็ก ประเภทผักและผลไม้อบกรอบ
ตรา กรีนเดย์-greenday มาถ่ายทอดให้รับทราบเกี่ยวกับแนวคิดทางธุรกิจ ที่มองการณ์ไกล โดยให้นิยามตัวเองไว้ว่า เป็นสแน็ก “พันธุ์ใหม่” ที่ใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภค และจะขอ “รุก” เข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดมูลค่านับหมื่นล้านนี้ด้วย

เพิ่มมูลค่า-ยอดขาย

ส่งออกต่างชาติ

คุณ ศยามล กาญจนวิสิษฐ์ผล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนเดย์ โกลบอลล์ จำกัด ผู้บริหารสาวบุคลิกมั่นใจในวัย 28 ปี กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูล ด้วยอัธยาศัยเป็นกันเอง เริ่มต้นถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ “กรีนเดย์” ว่า เป็นการต่อยอดมาจากธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว มีคุณพ่อของเธอคือ คุณพิเชษฐ์ คงศุภมานนท์ เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ เอส เวิร์ลด เทรดดิ้ง ซึ่งเป็นกิจการ “ซื้อมาขายไป” สินค้าประเภทผักผลไม้แช่แข็ง ถั่ว ข้าว และของแห้งทุกชนิด ส่งไปตามตลาดต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น

คุณ ศยามลที่อนุญาตให้เรียกชื่อแบบกันเองว่า คุณออย เล่าต่ออีกว่า ผัก-ผลไม้ ที่นำมาแช่แข็งก่อนขายส่งออกนั้น จะรับซื้อจากเกษตรกรในประเทศที่เป็นคู่สัญญากัน โดยรับซื้อผลผลิตส่วนใหญ่ เพื่อนำมาคัดเฉพาะแต่กลุ่ม “เกรดเอ” ก่อนนำไปดองหรือแช่แข็ง ทำให้มีบ่อยครั้งที่ผักและผลไม้เหลืออยู่จำนวนหนึ่ง คุณพ่อของเธอจึงมองว่าน่าจะนำผลิตผลเหล่านั้นมาแปรรูป หวังเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบและเพิ่มยอดขายให้กับกิจการได้อีกทางหนึ่ง

คุณ ออย ย้อนที่มาอีกว่า เมื่อผู้เป็นบิดามีแนวคิดตั้งต้นดังนั้น ทางพี่ชายของเธอคือ คุณชัยรัตน์ คงศุภมานนท์ จึงเข้ามารับลูกทันที เนื่องจากมีดีกรีทางด้านวิทยาศาสตร์อาหาร จึงเข้ามาดูแลจัดการเกี่ยวกับกระบวนการผลิตทั้งหมด

เมื่อได้แนวคิด เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ คุณพ่อและพี่ชายของเธอ จึงเดินหน้าต่อด้วยการเดินทางไปในหลายประเทศ เพื่อศึกษาดูงานเทคโนโลยีการแปรรูป กระทั่งตัดสินใจเลือกใช้วิธีการผลิตแบบทอดในระบบสุญญากาศ ใช้อุณหภูมิในการทอดราว 70-90 องศาเซลเซียส ทำให้ผัก-ผลไม้ สามารถรักษาสี กลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางอาหารไว้ได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องมีการปรุงแต่งใดๆ เพิ่มเติม

“วิธีการผลิตโดยใช้เครื่องทอดในระบบสุญญากาศ ที่เลือกมาใช้นี้ มีต้นทุนต่อเครื่องราว 10 กว่าล้านบาท ซึ่งข้อดีของการผลิตแบบนี้ คือสามารถใช้ได้กับผลไม้สุก รสชาติของผลไม้ที่เลือกมาใช้จึงไม่ต้องปรุงแต่งรสอย่างเกลือหรือน้ำตาล ซึ่งต่างจากการทอดด้วยวิธีปกติที่ต้องใช้กับผลไม้ดิบเท่านั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องอาศัยการปรุงรสชาติเพิ่มมีการปนเปื้อนของสารปรุง แต่งมากขึ้นด้วย” คุณออย อธิบายจุดเด่นของผลิตภัณฑ์

วัตถุดิบประเภท ผัก-ผลไม้ ในเมืองไทย สุดแสนจะเหลือเฟือ ประกอบกับมีเครื่องมือคุณภาพสูง ผักและผลไม้ ทอดกรอบตรากรีนเดย์ อย่าง กระเจี๊ยบ เผือก ขนุน สับปะรด ทุเรียน จึงออกมาเป็นรูปเป็นร่างสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เมื่อราวปี พ.ศ. 2548

สำหรับ เหตุผลที่เลือกไปขายในต่างประเทศก่อนนั้น คุณออย บอกว่า เป็นเพราะมีฐานลูกค้าเดิม ซึ่งติดต่ออยู่กับกิจการของคุณพ่อเธออยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้หาตลาดได้ไม่ยากเย็นนัก แต่ถึงกระนั้นก็ต้องมีการทำการตลาดเพื่อหาลูกค้ากลุ่มใหม่ ใช้วิธีออกตามงานแฟร์ นำผลิตภัณฑ์ทั้งหมดไปให้ทดลองชิม

“พูดถึงผัก -ผลไม้ ทอดกรอบ คนไทยอาจไม่สนใจและไม่เห็นถึงความจำเป็น เพราะของพวกนี้แบบสดๆ ในเมืองไทยมีเต็มไปหมด จึงเลือกส่งไปขายเมืองนอกก่อน และอีกประการหนึ่ง ต้องยอมรับว่าคนอเมริกัน หรือยุโรป จะตระหนักเรื่องสุขภาพ เขาพยายามหลีกเลี่ยงแป้ง เพราะเกิดโรคอ้วนกันเยอะ จึงเชื่อว่าในช่วงเวลานั้น สินค้าของเราถ้าไปขายเมืองนอกน่าจะง่ายกว่าขายในเมืองไทย” คุณออย คุยให้ฟัง


หวังเปลี่ยนพฤติกรรม

หันห่วงสุขภาพ

หลัง จากทำการส่งออก ผลิตภันฑ์ กรีนเดย์ ไปได้ราว 1 ปี มียอดขายเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง สองพี่น้อง เจ้าของกิจการ จึงหารือกันว่าถึงเวลาแล้วที่จะนำสินค้าของพวกเขา เข้ามาบุกเบิกตลาดในประเทศดูบ้าง โดยมีแนวคิดที่สอดคล้องกันว่า สแน็ก ที่มีขายในเมืองไทย ส่วนใหญ่เป็นแป้งขึ้นรูป บางอย่างมีกรรมวิธีการทอดแบบ “ดีพ ฟรายด์-Deep Fried” ทำให้มีน้ำมันในการทอดคงเหลืออยู่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่มีผลดีต่อสุขภาพ

“เชื่อว่ามีคน ไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจไม่ใช่กลุ่มใหญ่มหาศาล กำลังรอทางเลือกคือสแน็กเพื่อสุขภาพ จึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ แทนที่จะมีแต่ของมันของหวานทานแล้วอ้วน หันมาทานของว่างเพื่อสุขภาพกันดีกว่า พูดง่ายๆ เรากำลังพยายามจะเปลี่ยนพฤติกรรมการกินสแน็กของคนไทย คือแม้จะกินสแน็ก แต่ต้องไม่ทำลายสุขภาพ” คุณออย บอกอย่างนั้น

เกริ่นไว้ก่อนหน้า กับข้อสังเกตที่ว่าผู้บริโภคคนไทยใส่ใจสุขภาพน้อยกว่าชาวตะวันตก ความหวังที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมดังว่าคงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดายนัก คุณออยพยักหน้ารับทันที ก่อนมีคำอธิบายต่อว่า การเข้าถึงผู้บริโภคคนไทยยากกว่าในต่างประเทศ ฉะนั้น จึงต้องอาศัยกลยุทธ์การตลาด ในรูปแบบของการให้ข้อมูลสื่อสารออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

” สแน็กพันธุ์เก่าบางส่วน ทานแล้วอ้วน ไม่ดีต่อสุขภาพ ผู้ปกครองบางบ้าน ไม่อนุญาตให้ลูกหลานทานเลย เหล่านี้คือข้อเท็จจริง แต่การเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่ยืนยันที่จะทำ เพราะตัดสินใจแล้วว่าจะลงมาลุยในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก จึงต้องมีจุดขายที่แตกต่าง คือเป็น สแน็กพันธุ์ใหม่ เป็นสแน็กที่ดีต่อสุขภาพ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนเดย์ โกลบอลล์ จำกัด ระบุ

ถามถึงกลุ่มเป้าหมายหลักของสินค้า คุณออย บอกว่า แต่เดิมวางไว้ที่กลุ่มแม่บ้านรุ่นใหม่ ที่หลังจากทำงานบ้านเสร็จ ช่วงบ่ายพักผ่อนดูทีวี พวกเขาควรมีขนมดีมีคุณค่าทางอาหารไว้ขบเคี้ยว เพราะถ้าตั้งเป้าหมายไปที่กลุ่มวัยรุ่นแต่ต้นอาจไม่ได้ผลน่าพอใจ เพราะวัยรุ่นมักไม่นิยมรับประทานผัก-ผลไม้กันอยู่แล้ว

“การตลาด เบื้องต้นทำได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย สังเกตได้จากการร่วมออกตามงานแฟร์ มีลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มแม่บ้านให้ความสนใจกันมาก เลยขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมไปที่หนุ่มสาววัยทำงาน และวัยรุ่น พยายามเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้นด้วยการไปออกบู๊ธตามใต้ถุนสำนักงาน ช่วงแรกบางคนยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาผัก-ผลไม้มาทอด ทอดแบบของเรามันต่างจากทอดธรรมดายังไง จึงต้องอธิบายว่านอกจากดีต่อสุขภาพแล้วยังอร่อยอีกด้วย” คุณออย อธิบายก่อนยิ้มกว้าง


ผลประกอบการ

โตขึ้นทุกปี

สนทนา มาถึงตรงนี้ มีคำถามเกี่ยวกับความยากง่ายของความเป็นมากว่าจะได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ คุณออย ย้อนความทรงจำให้ฟังว่า บริษัทมีทีมวิจัยที่ดูแลอยู่ โดยทั้งตัวเธอ พี่ชาย และคุณพ่อ เข้าไปมีส่วนร่วมแทบทุกขั้นตอน จึงทำให้ทราบว่ากว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ออกมาแต่ละตัว ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

“ไม่ใช่พอมีเครื่องทอด สุญญากาศแล้ว จะทำได้อัตโนมัติทุกอย่าง ปัญหาสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบ ผลไม้บางตัวต้องทอดสด บางตัวต้องแช่แข็งก่อนเพื่อให้เส้นใยเกาะกันเป็นก้อน บางทีกล้วยเหมือนกัน แต่ต่างพันธุ์กันรสชาติออกมาไม่เหมือนกันอีก หรือแม้กระทั่งปริมาณความสุก ก็เป็นตัวแปรสำคัญ”

“ทดลองทำนานอยู่ เป็นปี กว่าที่จะได้สินค้าลงตัว เพราะเราพิถีพิถันต้องให้ได้มาตรฐานเหมือนกันทุกล็อต ยิ่งผลิตภัณฑ์บางตัว อย่างทุเรียน ออกผลเป็นฤดูกาล ก็ต้องมีการสต๊อคไว้ สำหรับพอขายทั้งปี ต้องมีการคำนวณกันอย่างดี” คุณออย สาธยายให้ฟัง

ฟังแล้วค่อนข้างเห็น ว่า การผลิตค่อนข้างละเอียดอ่อน มีปัญหาให้ตามแก้หลายจุด เหตุใดจึงกล้าเดินหน้าลงทุน คุณออย ตอบสั้นๆ เสียงดังฟังชัดว่า

“อยากให้ตลาดรับรู้ว่า เราเป็นผู้นำด้านผัก-ผลไม้ ตัวจริง”

กระซิบ ถามถึงผลประกอบการ ซึ่งผ่านมานานกว่า 4 ปีแล้ว คุณออย ตอบตรงไปตรงมาว่า ยอดขายดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศ เฉลี่ยโตขึ้น ปีละประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยอดขายในเมืองไทยสูงกว่าต่างประเทศเล็กน้อย อาจเป็นเพราะตลาดต่างประเทศ มีคู่แข่งเยอะ โดยเฉพาะผู้ผลิตจากมาเลเซีย ไต้หวัน และเวียดนาม ซึ่งมีวัตถุดิบใกล้เคียงกับของไทยอีกทั้งค่าแรงงานยังถูกกว่ามาก

” ถ้าถามว่าเป็นธุรกิจทำกำไรดีมั้ย ตอบได้แค่ว่าคงไม่ได้แมสขนาดสาหร่าย แต่อนาคตน่าจะดีขึ้น เพราะการหวังเปลี่ยนนิสัยการรับประทานของคน มันไม่ได้ใช้เวลาแค่ปีสองปี แต่ทุกวันนี้ถือว่ามาในจุดที่พอใจ มองเห็นอนาคตแล้วว่าธุรกิจของเราไม่หยุดโตอยู่แค่นี้แน่นอน” คุณออย ตอบด้วยสีหน้าแววตามุ่งมั่น ก่อนทิ้งท้ายบทสนทนาไว้ด้วยว่า

“หากคน ให้ความสนใจสุขภาพกันอยู่ สินค้าของเราก็จะขยับเข้าไปอยู่ในใจของพวกเขามากขึ้น แต่คงต้องใช้เวลาและความอดทน ซึ่งแน่นอนไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรหรือขนาดไหน ต้องใช้เวลาและความอดทนด้วยกันทั้งนั้น ขอแต่อย่าเพิ่งท้อล้มเลิกกลางคันไปเสียก่อน”


ผัก และผลไม้อบกรอบ ตรา กรีนเดย์-greenday กำลังมองหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เลขที่ 90/38 หมู่ 20 ซอยบุญมีทรัพย์ ถนนบางพลี-ตำหรุ ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540 โทรศัพท์ (02) 382-5090-5 หรือ www.greenday.co.th

อ้างอิงจาก    เส้นทางเศรษฐี


ThaiSMEfranchise.com : ศูนย์รวมธุรกิจ SME ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
Copyright 2010-2014. สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. พ.ศ.2537 [ ลิขสิทธิ์ & นโยบายส่วนตัว]
ผู้ดูแลเว็บไซต์ :   info@thaismefranchise.com |
ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Twitter ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน  Facebook ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Line

Telephone :  02-8967330-1 | Fax :  02-8967331
เจ้าของเดี่ยวกับ ThaiFranchiseCenter.com | ThaiSMEfranchise.com | ThaiFranchiseTV.com