Article written

  • on 12.07.2010
  • at 02:37 PM
  • by admin
  • 27,985 views
  • 1 Comment

มูลค่าตลาดมหาศาล อาหาร “ปิ่นโต” Delivery ธุรกิจนี้…มีอนาคต

“ในเมื่อธุรกิจดีลิเวอรี่สินค้าอาหารปัจจุบัน ยังมีมูลค่าของตลาดอยู่ในเกณฑ์สูง จึงเป็นเรื่องปกติที่จะพบว่ามีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง หากผู้ประกอบการรายใดมีฝีมือบวกกับอ่านเกมธุรกิจได้ทะลุปรุโปร่งมากกว่า ย่อมสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดของคู่แข่งมาเป็นของตัวเองได้ไม่ยากนัก”

“ในกรุงเทพฯ คิดว่า มีอีกหลายพื้นที่ที่ผู้ประกอบการแบบเดียวกันนี้จะเจาะเข้าไปได้ อย่าง ลาดกระบัง สุขาภิบาล รามคำแหง บางนา บางเขน สุขุมวิท แต่ผู้ประกอบการจะต้องคิดต่อ ทำอย่างไรให้ตัวเองเกิดและประคองเพื่ออยู่รอดไปได้ ซึ่งเทคนิคเหล่านี้มีหลากหลาย แต่ละคนอาจถนัดไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ต้องค้นหาจุดขายของตัวเองให้เจอก่อน”

ในภาวะเศรษฐกิจบ้านเมืองผันผวนแปรปรวน ด้วยปัจจัยทั้งภายนอก-ภายใน โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมัน ที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อบรรดาธุรกิจแทบทุกประเภท ทั้งรายน้อย-รายใหญ่ ให้พากันซบเซาไปตามๆ กัน

แต่หากลองสังเกต หลายท่านอาจพบว่ายังมีอยู่อีกหนึ่งธุรกิจ ที่รุ่งได้ผิดหูผิดตา ไม่ว่าน้ำมันจะแพงขึ้นแค่ไหน ยิ่งมีลูกค้าอยากใช้บริการจากธุรกิจนี้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เกริ่นมาถึงตรงนี้ คงมีหลายท่านถึง “บางอ้อ” กันบ้าง

ใช่แล้ว! ธุรกิจบริการส่งอาหารถึงบ้าน ซึ่งแต่ดั้งเดิมเรียกขานกันว่าอาหารปิ่นโต แต่มายุคนี้เห็นทีจะเชยถ้าเอ่ยเรียกว่าอย่างนั้น หลายท่านจึงนิยมเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษให้ฟังดูโก้ว่า
อาหารดีลิเวอรี่ (Delivery) นั่นเอง

การที่ธุรกิจดังว่า สามารถเติบโตสวนกระแสมรสุมวิกฤตเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี นี้อาจมีเหตุผลเนื่องมาจาก เป็นธุรกิจที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนไทยส่วนใหญ่ที่หันมาเน้นอยู่กับบ้านกันมากขึ้น สาเหตุเป็นเพราะการเดินทางออกนอกบ้านแต่ละที ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทุกวันนั่นเอง

นอกจากนี้ วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ มีเป็นจำนวนมากมักไม่ค่อยมีเวลามาทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน หรือหากมีคงไม่คิดอยากทำ เนื่องจากเหนื่อยล้าจากการทำงานประจำ อีกทั้งเมื่อคำนวณค่าวัตถุดิบ ค่าแก๊ส ค่าไฟ ค่าเสียเวลา และค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ สู้ซื้อหาอาหารสำเร็จรูปจากนอกบ้านมารับประทานน่าจะคุ้มกว่า

และเมื่อไม่นานมานี้ มีข้อมูลน่าสนใจจาก บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุภาพรวมของธุรกิจดีลิเวอรี่สินค้าประเภทอาหารนั้น มีแนวโน้มเติบโตอย่างเด่นชัด และคาดว่ายังมีโอกาสในการขยายตลาดออกไปได้อีกมาก สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากบรรดาผู้ประกอบการด้านอาหาร เริ่มหันมาใช้วิธีการดีลิเวอรี่ เป็นช่องทางในการเพิ่มยอดการจำหน่ายสินค้าของตนกันมากขึ้นทุกขณะ

สำหรับธุรกิจดีลิเวอรี่สินค้าอาหารของไทยนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ธุรกิจดีลิเวอรี่อาหารประเภทวัตถุดิบ และธุรกิจดีลิเวอรี่อาหารสำเร็จรูป ทั้งนี้ มีการสรุปตัวเลขสถิติ จากศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ ด้วยว่า ในปี 2551 ธุรกิจดีลิเวอรี่สินค้าอาหารในประเทศไทยนั้น มีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปี 2550

“อาหารดีลิเวอรี่ นับเป็นธุรกิจน่าสนใจในยุคนี้ เนื่องจากมูลค่าของตลาดอยู่ในเกณฑ์สูง และยังมีโอกาสในการขยายตลาดต่อไปได้อีกมาก แต่ผู้ประกอบการอาจต้องวิจัยเพิ่ม เพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ ยังเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงอยู่” ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ ให้ข้อมูล

ในเมื่อธุรกิจดีลิเวอรี่สินค้าอาหารปัจจุบัน ยังมีมูลค่าของตลาดอยู่ในเกณฑ์สูง จึงเป็นเรื่องปกติที่จะพบว่ามีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง หากผู้ประกอบการรายใดมีฝีมือบวกกับอ่านเกมธุรกิจได้ทะลุปรุโปร่งมากกว่า ย่อมสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดของคู่แข่งมาเป็นของตัวเองได้ไม่ยากนัก

“สิริกร ดีลิเวอรี่” คือผู้ประกอบการด้านอาหารส่งตรงถึงบ้าน เริ่มดำเนินกิจการเมื่อไม่นานมานี้ แม้จะมีจุดเริ่มต้นจากครัวเล็กๆ หลังบ้าน แต่ไม่นานสามารถเติบโตจนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง

แม้จะให้บริการได้เฉพาะพื้นที่ย่านชานเมืองแถบฝั่งธนบุรี และยังไม่โด่งดังเทียบเท่ากับแบรนด์ใหญ่ แต่หุ้นส่วนคนสำคัญของกิจการนี้ ขอการันตีตัวเองว่า คุณภาพสินค้าและบริการของเขานั้นไม่น้อยหน้าใคร

ในโอกาสนี้ เขาได้กรุณาสละเวลามาถ่ายทอดให้คนที่สนใจ ต้องการเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้ประกอบการด้านอาหารดีลิเวอรี่ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปตลอดจนเทคนิคสำคัญในการตั้งต้นเป็นอาชีพ แบบไม่หวงวิชากันเลยทีเดียว

มูลค่าตลาด 5 พันล้าน

เชื่อมีช่องว่างน่าลุ้น

“การทำธุรกิจด้านอาหาร ไม่จำเป็นต้องเปิดเป็นร้านเท่านั้น เพราะมีทางเลือกอื่นซึ่งเป็นช่องทางนำสินค้าไปสู่ลูกค้าได้เหมือนกัน ขณะที่ธุรกิจอาหารดีลิเวอรี่นั้น ไม่ต้องลงทุนอะไรมากเท่ากับการเปิดเป็นร้าน ขอให้มีฝีมือในการทำอาหารและจัดการให้ดีก็พอ” คุณภูวนาถ อินทราทิพย์ หุ้นส่วนคนสำคัญในกิจการ “สิริกร ดีลิเวอรี่” ในวัย 47 ปี เริ่มต้นบทสนทนา ก่อนเล่าความเป็นมาส่วนตัว ให้รู้จักกันมากขึ้นว่า ศึกษาจบมาทางด้านรัฐศาสตร์ แต่ไม่เคยทำงานตามสายที่ร่ำเรียนมา เพราะมีใจรักด้านการทำธุรกิจ เคยทำมาแล้วหลายอย่าง ทั้งงานโฆษณา อู่ซ่อมรถ กระทั่งร้านอาหารของตัวเอง

คุณภูวนาถ เล่าต่อว่า ทั้งตัวเขาและ คุณสิริกร สุขมา ต่างมีใจรักในด้านการทำอาหาร เคยเปิดร้านมาแล้ว จึงมีประสบการณ์ใกล้เคียงกัน กระทั่งทราบดีว่าการทำธุรกิจร้านอาหารสักแห่งหนึ่งนั้น ต้องเจอกับปัญหาอะไรและอย่างไรบ้าง เลยหารือและเห็นพ้องกันว่าจะเดินหน้าทำธุรกิจด้านอาหารต่อ แต่ไม่ซ้ำรอยเปิดเป็นร้านเหมือนเคยมา

“การเปิดร้านอาหารสักแห่งหนึ่ง ต้องมีเทสต์รันนานมาก อย่างน้อยต้อง 1 ปีขึ้นไป และต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจิปาถะ เป็นการขาดทุนสะสมต่อเนื่อง เราเลยปรึกษากันว่ามีช่องทางอื่นหรือเปล่า ที่จะนำอาหารไปสู่ลูกค้าได้เหมือนกัน จึงมาสรุปตรงการทำดีลิเวอรี่ ภายใต้แบรนด์สิริกร ดีลิเวอรี่ เมื่อปี พ.ศ. 2550″ เจ้าของเรื่องราว ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น

และเพื่อให้กิจการดำเนินไปได้อย่างมีหลักการ ก่อนจะมีการลงทุน เจ้าของธุรกิจรายนี้ จึงทำการสืบค้นข้อมูลในหลายด้าน กระทั่งข้อมูลน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งจากทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ ที่ระบุว่า ธุรกิจอาหารดีลิเวอรี่ของไทยในช่วงเวลานั้น มีกำลังการซื้อถึง 5,000 ล้านบาท พวกเขาจึงคิดว่าแม้ผู้ประกอบการรายใหญ่ครองตลาดอยู่แล้วหลายราย แต่ยังน่าลุ้น เพราะเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงอยู่

“เราจับประเด็นว่าตลาดอาหารดีลิเวอรี่นี้ น่าจะมีช่องว่างให้เข้าไปแทรกได้ เลยเริ่มต้นด้วยการศึกษาตัวอย่างจากรายใหญ่แบรนด์ดังๆ ที่เขาทำมาก่อนหน้าแล้ว โดยดูทั้งกลยุทธ์ด้านการตลาด เมนูอาหาร พื้นที่จัดส่ง เราหาข้อมูลเหล่านี้กันนานพอสมควร ไม่งั้นคงจะเข้าไปแทรกขอแบ่งตลาดได้ลำบาก” คุณภูวนาถ บอก

อิงแบรนด์ใหญ่

กำหนดกรอบทำงาน

เมื่อศึกษาธุรกิจดีลิเวอรี่อาหารรายใหญ่ได้แทบทุกแง่มุมแล้ว สองหุ้นส่วนในกิจการนี้ จึงตัดสินใจวาง “ตำแหน่ง” ธุรกิจของตัวเองให้อยู่ในระดับเดียวกับธุรกิจต้นแบบคือ จับลูกค้าระดับกลางขึ้นไป โดยให้เหตุผลว่า ถ้าฉีกจากรายใหญ่ หันไปจับกลุ่มลูกค้าระดับล่าง อาจทำงานได้ยาก เพราะเมื่อราคาขายไม่สูง คุณภาพและปริมาณของวัตถุดิบที่ใช้ ต้องลดลงไปตามราคา แต่ขณะเดียวกัน พฤติกรรมลูกค้าผู้นิยมอาหารดีลิเวอรี่นั้น เป็นกลุ่มที่ “ยอมจ่าย” เพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณภาพพอสมควร

รู้ตำแหน่งของตัวเองและกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไป นั่นคือ การกำหนดพื้นที่ในการจัดส่ง โดยหุ้นส่วนคนสำคัญ เผยตรงไปตรงมาว่า ประเด็นนี้ ยิ่งต้องอิงรายใหญ่อยู่เช่นเดิม

“เมื่อแบรนด์ใหญ่อยู่ในเมือง ตัวเราควรถอยไปเปิดตัวย่านที่ไม่ทับซ้อนกับเขา เพื่อจะได้มีโอกาสที่จะได้ลูกค้าบ้าง และเมื่อเจ้าใหญ่มีสาขาเยอะส่งได้ทั่วกรุง เราจึงต้องพยายามแทรกไปในจุดที่เขาไม่สามารถหรือน้อยมากที่จะจัดส่งได้ สุดท้ายจึงสรุปว่าพื้นที่แถบพุทธมณฑลน่าจะเหมาะ เพราะครัวของเราอยู่ย่านฝั่งธนฯ อยู่แล้วด้วย”

คุณภูวนาถ เล่าต่อถึงขั้นตอนต่อไปในการทำธุรกิจตามแบบของเขาว่า ถึงเวลา “ประชาสัมพันธ์” ตัวเองให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้จัก ซึ่งวิธีการไม่ได้ใหม่หรือซับซ้อนอะไร แค่ทำใบปลิวโฆษณาตัวเองขึ้นมา ให้มีข้อความชัดเจน รูปภาพสวยงามเตะตา ก่อนนำไปสอดไว้ตามประตูบ้าน ใช้เวลาหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือนเศษ มีการติดต่อขอเข้าเป็นลูกค้าเพียง 2 ราย

“เปิดตัวได้ 1 เดือน ประเดิมด้วยลูกค้าเพียง 2 ราย ใจไม่เสียนะ กลับตื่นเต้นมากกว่า เพราะต้องยอมรับว่าเราโนเนมและไม่ได้ลงทุนอะไรมากมาย มีครัว เตาแก๊ส 2 หัว ทำได้แล้ว ลูกค้าจะน้อยอย่างไร ต้องทำไปก่อน เพราะผลดีที่จะตามมาคือสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเราเองและลูกค้าได้” เจ้าของเรื่องราว เล่าออกรส ก่อนบอกด้วยว่า ช่วงแรกกิจการมีแรงงานแค่ 2 คน คือคุณสิริกร มีหน้าที่ปรุงอาหาร ส่วนตัวเขาออกไปส่งอาหารให้ถึงมือลูกค้า

ถามถึงเงินลงทุนในเบื้องแรก คุณภูวนาถ ตอบแบบไม่ลังเลว่า ใช้ไม่เยอะ เพราะครัว เครื่องครัว ตู้เย็น มีประจำบ้านอยู่แล้ว ส่วนการขนส่ง เลือกใช้ยานพาหนะที่ใช้เป็นประจำมาเป็นเครื่องมือช่วยทำมาหากิน สำหรับเครื่องมือในสำนักงาน ใช้เครื่องแฟ็กซ์เพียงตัวเดียวเท่านั้น

“ที่ลงทุนไม่เยอะ เพราะตั้งใจแต่แรกแล้วว่าจะไม่ใช้เงินมากเหมือนเปิดร้าน แต่ขอใช้ความสามารถในการทำอาหารให้ลูกค้าเห็นมากกว่า” คุณภูวนาถ บอกจริงจัง

ประเดิมสองราย

หลายพื้นที่มีลูกค้า

เกี่ยวกับการจัดการด้านวัตถุดิบ เจ้าของกิจการท่านเดิม บอกว่า ช่วงแรกซื้อวันต่อวัน เพราะลูกค้ามีเพียงไม่กี่ราย และต้องไม่มีการสต๊อคของเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้เป็นต้นทุนที่จมอยู่จำนวนหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับรายการอาหารและการคำนวณราคาค่าบริการนั้น มักอิงจากแบรนด์ใหญ่เป็นเกณฑ์ โดยต้องมาคำนวณว่าถ้าขายในราคาเดียวกันแล้ว กิจการของเขาจะมีกำไรเหลือมากน้อยแค่ไหน

“เทคนิคของธุรกิจนี้ คือต้องควบคุมต้นทุนให้ได้ เพราะคุณมีลูกค้ามาอยู่ในมืออยู่แล้ว ไม่ใช่รอลูกค้าเดินเข้ามาสั่งเหมือนร้านอาหาร ฉะนั้น จึงสามารถกำหนดต้นทุนต่างๆ ได้ สมมติคุณมีลูกค้าอยู่ 10 ราย แต่ละวัน เขาทานอะไรเขาจะเลือกมาก่อน ตัวอย่าง แกงไก่ 10 ที่ คุณคำนวณออกมาซิ ว่าใช้ไก่กี่กิโลฯ มะเขือกี่โลฯ สมมติแกงไก่ต้นทุน 200 บาท คุณรับมา 180 บาท สำหรับ 1 มื้อ ลูกค้า 10 ราย เป็นเงิน 1,800 บาท คุณจะรู้เลยว่าควรจ่ายกับข้าววันละเท่าไหร่ เหลือไว้เท่าไหร่”

“สิ่งเหล่านี้ยากมั้ยสำหรับคนไม่มีประสบการณ์/จะว่ายากก็ยาก เพราะอย่างผม ตอนทำช่วงแรกต้องคลำเหมือนกัน แต่ถ้าคิดตามสูตร เอาประสบการณ์ของผมไปใช้อาจดีกว่าไปงมกันเอง เพราะคุณสามารถคิดต้นทุนได้เลย” คุณภูวนาถ เผยอย่างนั้น

แม้จะประเดิมเริ่มต้นธุรกิจ ด้วยการส่งอาหารมื้อเย็นให้ลูกค้าเพียง 2 ราย หากแต่เมื่อเวลาผ่านไปได้ราว 3 ปี นับแต่ก่อตั้ง ปัจจุบัน “สิริกร ดีลิเวอรี่” ได้ดำเนินมาถึงจุดที่เจ้าของกิจการ พึงพอใจมากแล้ว



“หลังจากปิ่นโตมื้อเย็น ได้รับความนิยมมากขึ้น จึงประชาสัมพันธ์ตัวเองเพิ่มขึ้น ผ่านทางเว็บไซต์ ทำให้มีการถามถึงอาหารกลางวันและอาหารสำหรับงานประชุม สัมมนา จึงตัดสินใจเพิ่มการบริการในส่วนนี้ขึ้นมา ปัจจุบันเลยมีบริการทั้งอาหารปิ่นโตมื้อกลางวัน-เย็น อาหารกล่อง และสแน็กบ็อกซ์” คุณภูวนาถ ว่าให้ฟัง

ก่อนบอกถึงเทคนิคสำคัญของการทำธุรกิจอาหารดีลิเวอรี่ด้วยว่า การจัดส่งให้ตรงเวลานั้นมีความสำคัญมาก เพราะไม่ว่าอาหารของคุณจะดียังไง ถ้าส่งไม่ตรงเวลา ลูกค้าไปหมดแน่ ฉะนั้น อาจต้องสร้างทีมส่งของตัวเองไว้สัก 2 สาย ที่เหลืออาจเป็น “ม้าด่วน” ที่ไว้ใจได้

“การส่งอาหารกำหนดเป็นช่วงเวลา มื้อเวลากลางวัน ส่ง 10 โมงเช้าถึงเที่ยง มื้อเย็นส่ง 4 โมงถึง 6 โมงเย็น และต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าว่า การกำหนดเวลาตายตัวในการรับอาหารนั้น ทำได้แค่ใกล้เคียงที่สุด เพราะต้องส่งให้ลูกค้าหลายเจ้า แต่ถ้าลูกค้าได้รับอาหารเวลาไหน จะได้รับเวลานั้นตลอด ต้องพูดให้เข้าใจตรงกันก่อน” คุณภูวนาถ อธิบายให้เห็นภาพ

เมื่อถามไถ่ถึงภาวะการแข่งขัน คุณภูวนาถยิ้มน้อยๆ ก่อนบอก ผู้ประกอบการลักษณะเดียวกัน เกิดขึ้นใหม่หลายราย แต่ไม่เคยคิดว่าใครเป็นคู่แข่ง เพราะทำธุรกิจนี้มาด้วยใจรัก ไม่ได้อยากเติบโตแบบพรวดพราด สิ่งที่คำนึงถึงทุกวันนี้คือ ทำอาหารให้ออกมาดีที่สุดและพยายามยึดพื้นที่การบริการของตัวเองที่มีอยู่ไว้ให้ได้ ยังไม่คิดขยายพื้นที่การบริการออกไป แม้จะมีลูกค้าหลายรายติดต่อเข้ามา

“ในกรุงเทพฯ คิดว่า มีอีกหลายพื้นที่ที่ผู้ประกอบการแบบเดียวกันนี้จะเจาะเข้าไปได้ อย่าง ลาดกระบัง สุขาภิบาล รามคำแหง บางนา บางเขน สุขุมวิท แต่ผู้ประกอบการจะต้องคิดต่อ ทำอย่างไรให้ตัวเองเกิดและประคองเพื่ออยู่รอดไปได้ ซึ่งเทคนิคเหล่านี้มีหลากหลาย แต่ละคนอาจถนัดไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ต้องค้นหาจุดขายของตัวเองให้เจอก่อน” คุณภูวนาถ ว่ามา

พบปัญหาจุกจิก

แต่ยังน่าลงทุน

พูดถึงจุดขายของธุรกิจอาหารดีลิเวอรี่ จึงขอให้ขยายความให้ฟัง คุณภูวนาถ จึงอธิบายว่า จุดขายของสิริกร ดีลิเวอรี่ อยู่ตรงที่ความหลากหลายของอาหาร ซึ่งจะเปลี่ยนไปไม่ซ้ำในแต่ละเดือน แม้จะยุ่งยากบ้างแต่ถือว่าคุ้ม เพราะหากเลือกใช้วัตถุดิบได้ตรงตามฤดู จะสามารถช่วยประหยัดต้นทุนไปได้มากทีเดียว เช่น ช่วงนั้นมะนาวแพง ก็ไม่ควรมีเมนูประเภทยำ กำหนดลงไปให้มากนัก เป็นต้น

“ปัญหาการทำธุรกิจอาหารปิ่นโต ส่วนใหญ่อยู่ที่ลูกค้า เพราะแม้ผู้ประกอบการจะเชื่อมั่นในรสชาติและคุณภาพมากแค่ไหน แต่ลูกค้ามีความหลากหลาย บางคนสูงอายุ ไม่ทานเค็มเผ็ด ต้องแยกทำให้ และต่อให้อร่อยขนาดไหน นานเข้าจะเบื่อ การมีลูกค้าประจำยาวนาน จึงเป็นเรื่องยาก ต้องมีเข้ามาออกไปหมุนเวียนกันตลอด” คุณภูวนาถ บอกอย่างนั้น

ประสบการณ์ด้านที่ต้องเผชิญปัญหาในการทำธุรกิจยังไม่หมดแค่นั้น เจ้าของกิจการท่านนี้ มีตัวอย่างมายกให้ฟังอีกว่า

“เมื่อก่อนผมไม่รู้นะว่าหน้าร้อนไม่ควรมีแกงกะทิ หรือยำที่ใส่กะทิพวกพล่า แต่พอทำไปได้มาเรียนรู้ภายหลังว่าอาหารพวกนี้ แม้จะทำออกมาใหม่ๆ แต่พอไปถึงลูกค้าแล้วบูด วันนั้นลูกค้าโทรศัพท์มาเลย ถามว่าทำอาหารตอนกี่โมง ผมอธิบายว่าส่งเที่ยงทำเช้า ส่งเย็นทำบ่าย แต่ลูกค้าบอกมันเสียนะ เลยต้องขอโทษกันยกใหญ่ แล้วทำอาหารไปให้ชดเชยทีหลัง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้บางทีมือใหม่ อาจยังไม่ทราบ”

“อย่างเรื่องภาชนะก็เหมือนกัน ช่วงแรก ทำกับข้าวใส่ปิ่นโตอย่างดีเลย แต่พอส่งถึงมือลูกค้าหกเลอะเทอะเละไปหมด ไม่น่ากินเลย จนได้มาดูตัวอย่างจากแบรนด์ใหญ่ เขาก็เคยใช้ปิ่นโตมาก่อน แต่คงประสบปัญหาแบบเดียวกัน เลยหันมาใช้ถุงพลาสติคก่อนใส่ลงไปในกล่องไมโครเวฟอีกชั้นหนึ่ง เราจึงทำตามบ้าง เรียกว่าต้องมีการปรับไปเรื่อยๆ จนกว่าจะอยู่ตัว”

ฟังดูเหมือนมีปัญหาจุกจิกหลายประการให้ตามแก้ แต่คุณภูวนาถ ยังยืนยันว่า ธุรกิจอาหารดีลิเวอรี่นี้ มีอนาคตสดใสและยังน่าลงทุนอยู่

“ธุรกิจนี้ยังมีลูกค้ารออยู่อีกในหลายพื้นที่ และเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนด้วยงินมากมาย มีแรงงานสัก 2 คน ครัว ตู้เย็น จักรยานยนต์สักคันหนึ่ง พอแล้ว สามารถเริ่มทำจากเล็กๆ ก่อน อาหาร เป็นสินค้าที่ยังไงคนต้องทาน และเวลาของคนเมืองทุกวันนี้ ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว” คุณภูวนาถ ฝากไว้อย่างนั้น

ก่อนหน้านี้คุณภูวนาถ หุ้นส่วนสำคัญของ “สิริกร ดีลิเวอรี่” เคยได้รับเชิญจากหลายหน่วยงาน ไปเป็นวิทยากรบรรยายให้ผู้ที่สนใจในการทำธุรกิจอาหารปิ่นโต ฉะนั้น ท่านใดที่พลาดโอกาสสามารถขอรับคำปรึกษาได้ เจ้าของกิจการใจดีผู้นี้ ยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงแบบไม่หวงวิชา

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (081) 139-3355 อี-เมล fooddelivery2@gmail.com หรือเว็บไซต์ http://sirikorndelivery.multiply.com

รูปแบบการทำธุรกิจของ “สิริกร ดีลิเวอรี่”

เงื่อนไขการให้บริการ สำหรับชุดอาหารปิ่นโต

- เลือกวันให้จัดส่งขั้นต่ำ 10 วัน/เดือน

- ราคากับข้าว 3 อย่าง 180 บาท/วัน หรือ กับข้าว 4 อย่าง 220 บาท/วัน

- ชำระค่าปิ่นโตแรกเข้าจำนวน 100 บาท พร้อมค่าอาหารปิ่นโตในการสั่งครั้งแรก

- ชำระค่าบริการปิ่นโตประจำเดือนล่วงหน้า และหากต้องการสั่งงด หรือเพิ่ม กรุณาแจ้งล่วงหน้า 2 วัน

ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะลูกค้าที่อยู่ย่านฝั่งธนบุรี

- บางกอกน้อย

- ตลิ่งชัน

- ท่าพระ

- ปิ่นเกล้า

- ถนนบรมราชชนนี

- บางพลัด

- บางแค

- พุทธมณฑล สาย 1, 2, 3

และ

- พระราม 3

- สาทร

- สีลม

สำหรับลูกค้าที่อยู่นอกพื้นที่ คิดค่าบริการจัดส่ง เริ่มต้นที่ 50 บาท หรือโทรศัพท์ติดต่อสอบถามเรื่องพื้นที่บริการก่อนได้ที่ (081) 139-3355 ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. ทุกวัน

ทำเครื่องหมายเลือกรายการอาหารในแต่ละวันที่ท่านต้องการ

กรอกรายละเอียด พร้อมแนบแผนที่ แล้วส่งกลับมาหาเราได้ทาง e-mail ที่ fooddelivery2@gmail.com หรือส่งแฟ็กซ์มาที่ โทร. (02) 886-0367

เงื่อนไขการให้บริการสำหรับอาหารกล่อง

- กรุณาสั่งล่วงหน้า 2 วัน

- **รายการอาหารกล่องต้องมียอดสั่งขั้นต่ำ รวม 35 กล่อง

- หรือเฉพาะแบบ 95 บาท ต้องมียอดสั่งขั้นต่ำ รวม 25 กล่อง

- ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าจัดส่ง ซึ่งจะจัดเก็บตามระยะทาง

- ราคาอาหารกล่องอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับจำนวน หรือประเภทของอาหารที่ท่านต้องการเปลี่ยนแปลง

“ปิ่นโตปลอดเนื้อ”

จุดขายแกร่ง-แตกต่าง

ด้วยมูลค่าการตลาดของธุรกิจอาหารปิ่นโตดีลิเวอรี่ ที่สูงถึง 5,000 ล้านบาท ต่อปี ย่อมทำให้มีผู้ประกอบการเสนอตัวเข้ามาขอส่วนแบ่งตลาดกันเป็นจำนวนมาก ฉะนั้น หากอยาก “โดดเด่น” เป็นที่ต้องตาของลูกค้า สิ่งจำเป็นต้องหามาประดับไว้ในธุรกิจของตนนั่นคือ “จุดขาย” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์นั่นเอง

ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีตัวอย่างของผู้ประกอบการ “อาหารปิ่นโต” ที่น่าสนใจทั้งในแง่รายได้และวิธีคิด อีกทั้งยังมีจุดเด่นไม่เหมือนใคร คือ อาหารที่ทำออกมานั้นเป็น “มังสวิรัติ” ใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยการปฏิเสธถุงพลาสติคอย่างเด็ดขาด แถมยังมีรายได้ดีเฉลี่ยวันละหลายพันบาทอีกด้วย

คุณธนภูมิ อโศกตระกูล คือ เจ้าของกิจการอาหารปิ่นโตปลอดเนื้อ ดังว่า

“ชอบทำกับข้าวตั้งแต่เด็ก พ่อแม่มีลูกตั้ง 8 คน ทำกับข้าวกินกันเองเพราะลูกเยอะขนาดนี้ไม่มีปัญญาพาไปกินข้าวนอกบ้าน แล้วตัวเองเล็กเกินจะหนีไปไหน ถูกแม่เรียกเข้าครัวตลอด แล้วทั้งพ่อทั้งแม่ก็ทำกับข้าวอร่อย เลยเป็นคนชอบทำอาหาร ชอบกิน ตะกละ พอเปลี่ยนมาเป็นมังสวิรัติยังอยากกินอร่อย เลยพยายามหาสูตรอาหารที่อร่อย แล้วเราเป็นคนมีเพื่อนเยอะ ชอบทำกับข้าวให้เพื่อนกิน มีปาร์ตี้ มีเลี้ยงเพื่อน มีคนมากินข้าวที่บ้าน เพื่อนอยากกินทุกวัน แต่ขี้เกียจมาน่ะ ทำยังไงล่ะ ถามเราว่าทำส่งได้มั้ย เลยกลายมาเป็นกิจการนี้” เขาย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่ม

เจ้าของกิจการท่านนี้ เล่าอีกว่า ใช้ครัวในบ้านพัก เป็นสถานที่ผลิตอาหารส่งในบริเวณใกล้เคียงคือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ ถนนห้วยแก้ว ถนนนิมมานเหมินท์ และย่านใกล้ๆ เท่านั้น ปิ่นโตจะส่งถึงบ้าน และสำนักงาน ธนาคาร โรงพยาบาล และอื่นๆ วันละ 2 มื้อ มื้อเที่ยงเป็นอาหารง่ายๆ อย่างเดียว ราคาที่ละ 30 บาท มื้อเย็นมีอาหารให้เลือกสูงสุด 4 อย่าง อย่างละ 30 บาท อีกเหมือนกัน เมนูไม่เคยซ้ำกันเลยในแต่ละวัน คิดเมนูจากผักและวัตถุดิบที่มีในแต่ละช่วงเวลากับที่ตัวเขาอยากกิน แถมกับที่ลูกค้าเสนอมาอีกส่วน หลังปรุงอาหารเสร็จ ลูกมือกับตัวเขา จะขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนส่งและรับปิ่นโตใหม่มาเพื่อใส่อาหารในวันรุ่งขึ้น

สิ่งที่ทำให้ “ปิ่นโตปลอดเนื้อ” แปลกและแตกต่างจนอาจเรียกว่าเป็นรายเดียวของไทย นอกจากอร่อยโดยไม่มีเนื้อสัตว์แล้ว ยังปราศจากสารพิษโดยสิ้นเชิง เพราะเขาเลือกเฉพาะผักออร์แกนิก ที่ไม่ใช้เคมีตั้งแต่ต้นจนจบ หรืออาจใช้ผักพื้นบ้านตามฤดูกาล นอกจากนั้น ยังปลอดผงชูรส ไม่นิยมใช้น้ำมัน ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่เครื่องปรุงรส งดใช้แป้งทุกชนิด

“เราสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เรารู้ว่ากินมังสวิรัติช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมมากๆ เพราะอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ใช้ทรัพยากรเยอะมาก เมื่อกินมังสวิรัติแล้วพยายามใช้ชีวิตแนวทางนี้ ผักที่ใช้ ใช้ผักปลอดสารพิษ ใช้ผักอินทรีย์มากที่สุด บางส่วนที่ไม่มีเพราะเมนูต้องหลากหลาย อาจใช้ผักตลาดบ้าง แต่ใช้น้อยมากจริงๆ” เจ้าของกิจการ ย้ำแนวคิด

คุณธนภูมิ เล่าให้ฟังต่อ การจัดการน่าสนใจที่ไม่สงวนลิขสิทธิ์ให้ฟังด้วย ว่าสมาชิกที่รับอาหารจากเขาต้องมีภาชนะมาใส่อาหารเอง และต้องล้างให้สะอาดพร้อมสับเปลี่ยนในแต่ละวัน วันไหนลูกค้าไม่เตรียมปิ่นโตไว้ และหวังว่าคนส่งอาจจะนำใส่ถุงพลาสติคมาให้ วันนั้นลูกค้าอาจอดกิน

“มีเรียกร้องมาเหมือนกันว่า ไม่อยากใช้ปิ่นโตมันเป็นภาระ ช่วยใส่ถุงพลาสติคให้หน่อย เราบอกว่า ไม่ได้ เราไม่ใช้กล่องโฟม คิดดู วันหนึ่งกลางวันเรามีลูกค้า 50-60 คน แปลว่าเราลดการใช้กล่องโฟมในท้องตลาดได้ 50-60 ชิ้นแล้ว”

“คนที่กินอาหารกับเรา ต้องมีภาชนะของตัวเอง อาหารกลางวันเราเป็นอาหารจานเดียว ต้องมีกล่องข้าวให้เรา ถ้าไม่มีกล่องข้าวให้เรามื้อต่อไปเราจะห่อใบตองให้คุณ อันนี้ไม่ได้ประชดนะ แต่เราไม่มีกล่องข้าวให้ และเราไม่ใช้ถุงพลาสติคเด็ดขาด วิธีการนี้เสียลูกค้าไปเยอะเหมือนกันแต่ไม่เป็นไร” เจ้าของเรื่องราว เล่ายิ้มๆ

“ปิ่นโตปลอดเนื้อ” นับว่ามี “จุดขาย” แข็งแกร่งยากหาใครเลียนแบบ ทำให้ประสบความสำเร็จในแง่ธุรกิจด้วย รายได้เฉลี่ย 4,000-5,000 บาท ต่อวัน!

ธุรกิจ “ปิ่นโต” ในอินเดีย

บทความน่าสนใจ หัวข้อ “เครื่องครัวไทยโดนใจชาวโรตี” โดย ดร.ไพศาล มะระพฤกษ์วรรณ รองกงสุลใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ ณ เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย ตอนหนึ่งระบุว่า สาเหตุหนึ่งที่เครื่องครัวเมลามีนและพลาสติคของไทย ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในประเทศอินเดีย

เนื่องจากพฤติกรรมของคนในประเทศนี้ ไม่นิยมรับประทานข้าวนอกบ้าน สืบเนื่องมาจากสมัยทำงานกับบริษัทอังกฤษ หลายคนรับไม่ได้ที่คนอังกฤษชอบบริโภคพระโค หนึ่งในเทพเจ้าของตน แถมกองทัพอังกฤษชอบเอาน้ำมันวัวไปใส่ในรางปืนของกองทัพด้วย คนอินเดียจึงนิยมนำปิ่นโตอาหารกลางวันไปที่ทำงานด้วยตั้งแต่สมัยนั้น

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะคนอินเดียชอบอาหารรสชาติที่แม่บ้านทำมากกว่า คนไทยไปเที่ยวอินเดีย คงอดแปลกใจไม่ได้ที่ว่าในเวลาเที่ยงวันตามร้านอาหารจะมีลูกค้าน้อยมาก และหลายร้านก็ไม่เปิดขายตอนกลางวันเลย เพราะคนอินเดียพกข้าวกล่อง ไปรับประทานที่ที่ทำงานและโรงเรียนแทบทุกคน

คนอินเดียมีวัฒนธรรมการกินที่เรียกว่า “ดั๊บบา” (dabba) หมายถึง ปิ่นโต การนำปิ่นโตอาหารกลางวันไปรับประทานที่ทำงานเป็นเรื่องปกติตั้งแต่ระดับนักเรียน คนงาน พนักงานบริษัท ไปถึงระดับนายกรัฐมนตรี ดังนั้น หากจะเชิญใครไปรับประทานอาหารกลางวัน ต้องนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน เพื่อที่ว่าเขาจะได้ไม่ต้องนำปิ่นโตไปจากบ้านในวันนั้น วัฒนธรรมดั๊บบาของอินเดียนี้แข็งแกร่งมาก แม้แต่นักการทูตอินเดียในต่างประเทศยังพกปิ่นโตไปที่ทำงานด้วย

ในเมืองหลวงมุมไบ ดูจะอาการหนักกว่าเพื่อน เพราะมีธุรกิจที่เรียกว่า “ดั๊บบาวาลา” (dabbawala) ให้บริการขนปิ่นโต เป็นธุรกิจที่ทำเงินมหาศาล โดยแต่ละวันจะมีการขนส่งปิ่นโตถึง 200,000 หน่วย และมีการเติบโตของธุรกิจถึงร้อยละ 15 ต่อปี ทุกเช้าจะมีพนักงานของดั๊บบาวาลา ไปรวบรวมอาหารปิ่นโตจากแม่บ้านของสมาชิกทุกบ้าน แล้วขนขึ้นซาเล้งถีบไปที่สถานีรถไฟ ส่งต่อให้พนักงานที่รอรับอยู่บนรถไฟ ก่อนเดินทางไปส่งให้กับสมาชิกถึงโต๊ะทำงานก่อนเที่ยงของทุกวัน

และเป็นสิ่งน่ามหัศจรรย์มากที่ว่าไม่เคยมีการส่งผิดที่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดร้อยกว่าปีที่ดำเนินธุรกิจมา ธุรกิจนี้มีเว็บไซต์ของตัวเองคือ http://www.mydabbawala.com

  • Nittipongsittisak

    ที่เชียงใหม่ มีอาหารปิ่นโต /อีกเจ้าหนึ่งที่อร่อยแบบอาหารไทยๆสูตรดั้งเดิม ชื่อ http://www.facebook.com/thaipintochiangmai ราคาถูกดีครับ ส่งถึงที่ สามอย่าง100 บาท เพราะอาหารไทยแบบภาคกลางที่เชียงใหม่หาทานยาก คับ


ThaiSMEfranchise.com : ศูนย์รวมธุรกิจ SME ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
Copyright 2010-2014. สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. พ.ศ.2537 [ ลิขสิทธิ์ & นโยบายส่วนตัว]
ผู้ดูแลเว็บไซต์ :   info@thaismefranchise.com |
ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Twitter ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน  Facebook ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Line

Telephone :  02-8967330-1 | Fax :  02-8967331
เจ้าของเดี่ยวกับ ThaiFranchiseCenter.com | ThaiSMEfranchise.com | ThaiFranchiseTV.com