Article written

  • on 06.07.2010
  • at 05:02 PM
  • by admin
  • 4,443 views
  • No Comment

ทุจริต หมายความว่า ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง

ทำ งานเป็นพนักงานบริษัทย่อมต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อย่างไรสุจริตไม่สุจริต หรืออย่างไรทุจริตย่อมรู้ได้ด้วยมโนสำนึกอันดีงาม สิ่งใดดีงาม ควรไม่ควรย่อมรับรู้ได้ ถ้าประพฤติตรงกันข้ามคือทุจริตผลจะเป็นเช่นไร
1.

ใครๆ ย่อมไม่ชอบ
การทุจริต หรือมีใครชอบทุจริตมั่ง?

เห็นมั้ย-ไม่มีเลย ไม่มีสักคน อย่างน้อยก็ ไม่มีใครยอมรับว่าชอบการทุจริต

แม้แต่คนที่กำลังคิดจะทุจริต หรือกำลังกระทำทุจริตอยู่ หรือเคยทุจริตมาแล้ว ก็ไม่มีใครชื่นชอบการทุจริตเลยสักคนเดียว

ถามคุณโผง ว่าถ้าคุณโผงถูกมองว่าเป็นคนทุจริต คุณโผงย่อมไม่ชอบใจ

ถาม คุณเนียน ถามคุณเงือบ ถามคุณสมสวย ถามคุณสวยสม ถามคุณผาด ถามคุณเผื่อน ถามคุณวิรัตน์ ถามคุณประเสริฐ ถามคุณวิชัย ถามคุณมานพ ถามคุณอักษรา ถามคุณบัวเผื่อน ฯลฯ

ถามใครอื่นอีกหลายใครโดยไม่ต้องออกชื่อ เพราะออกชื่อไม่หวาดไม่ไหว

ทุกคนล้วนยืนยันว่าไม่ชอบทุจริต ไม่ชอบการทุจริต แถมไม่ชอบคนที่ทุจริตด้วยซ้ำ ไม่เห็นด้วยกับการทุจริต

นี่เป็นการประมาณเอาเอง ถ้าใครๆ เห็นเป็นอื่น หรือเห็นเป็นทางตรงกันข้ามก็ให้บอกมาได้เลย

“ทุจริต” หมายความว่าอย่างไร

แม้ จะเป็นถ้อยคำที่คุ้นเคยกันทั่วไป คุ้นเคยกันมานาน คุ้นเคยกันทั่วประเทศนี้ แต่ครั้นเมื่อเจอคำถามนี้เข้า จำนวนไม่น้อยออกจะตะกุกตะกัก ในการเรียบเรียงนำเอาความหมายออกมาเสนอให้เป็นที่เข้าใจกันได้

ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาพจนานุกรม

พจนานุกรม ฉบับที่ใช้อ้างอิงกันคือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไม่ว่าจะเป็นฉบับออนไลน์ หรือฉบับพิมพ์เป็นหนังสือ ให้ความหมายตรงกันว่า “ทุจริต” หมายความว่า ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง

ถ้าใคร ถูกกล่าวขานถึงว่า เป็นคนทุจริต แน่ละน่าจะไม่ใช่คำกล่าวชื่นชม เพราะนั่นหมายถึงการกล่าวขานถึงว่า เขาเป็นคนประพฤติชั่ว เป็นคนโกง เป็นคนไม่ซื่อตรง

ทั้งๆ ที่ไม่มีใครบอกว่าชอบ หรือชื่นชอบ แต่เป็นที่น่าแปลกว่ากิจกรรมการทุจริต หรือพฤติกรรมการทุจริตนั้นมีอยู่ทุกวัน ในทุกวงการ ไม่ว่าในวงการกิจการงานของเอกชนคือบริษัทห้างร้านต่างๆ และในส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม กอง

อย่างในกิจการของบริษัทเอกชนก็เห็นได้จากการ เบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทไปเป็นของตนเอง การใช้ทรัพยากรต่างๆ ของบริษัทไปเพื่อประโยชน์ของตนเองอันเป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้ การใช้พนักงานบริษัททำงานส่วนตัว ฯลฯ

2.

คุณโผงเป็นพนักงานบริษัท

แน่ละบริษัทย่อมไม่อยากได้พนักงานที่ทุจริต

คุณโผงว่า “ผมไม่ใช่คนทุจริตอะไรที่ไหน”

คุณ โผงทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเรื่อยมา บริษัทส่งเสริมคุณโผงเรื่อยมา จนบัดนี้มาเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ มีหน้าที่สั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์และทรัพย์สินต่างๆ ที่บริษัทจำเป็นต้องใช้ เมื่อหน่วยงานไหนจะต้องการวัสดุอุปกรณ์ใด เป็นต้องให้ฝ่ายจัดซื้อที่มีคุณโผงเป็นผู้จัดการฝ่ายเป็นผู้จัดการให้

คุณโผงจึงเป็นที่รู้จักของผู้ขายเป็นอย่างดี

ว่างๆ ผู้ขายที่เคยค้าขายกันอยู่เก๊าะมาเยี่ยมคุณโผงที่ที่ทำงาน

เพื่อ ให้เกิดความคุ้นเคย เพื่อให้นึกถึงคิดถึงเขาเมื่อยามบริษัทจะต้องการใช้วัสดุอุปกรณ์นั่นนี่ที่ เขามีเขาขายอยู่ ถ้าว่าคุณโผงคิดถึงหรือจดจำได้ว่าเขาขายสินค้าชนิดไหนอยู่ และได้สอบถามราคา ได้เปิดโอกาสให้เขาเสนอตัวเข้ามานำเสนอสินค้า ได้มีโอกาสได้เสนอราคามาให้พิจารณา เขาเหล่านั้นจะมีโอกาสขายสินค้าได้ย่อมเป็นการดี

คุณโผงกระทำการ ต่างๆ ด้วยความตรงไปตรงมา เจ้าไหนมีสินค้า รายไหนมีวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น สินค้าเจ้าไหนรายไหนคุณภาพดี ราคาเหมาะสม คุณโผงเลือกที่จะซื้อจากรายนั้นเจ้านั้น แต่ทุกครั้งที่คุณโผงตัดสินใจเลือกซื้อ พ่อค้าแม่ค้าหรือผู้ค้ารายนั้นก็ได้ขายสินค้า มีรายได้มียอดขาย

บาง คราวบริษัทคุณโผงต้องการกระดาษ ก็สั่งซื้อกระดาษ บางคราวต้องการหมึกพิมพ์สำหรับเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต บางคราวต้องการหมึกพิมพ์สำหรับเครื่องพิมพ์ชนิดเลเซอร์ บางคราวต้องการคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ต้องการโน้ตบุ๊ก ต้องการอุปกรณ์ต่อพ่วง ต้องการฮาร์ดดิสก์ ต้องการหน่วยความจำสำรอง ต้องการโต๊ะเก้าอี้ คุณโผงจัดการไป บริษัทผู้ขายก็ได้ขายสินค้าไป

ซื้อขายกันมานาน ซื้อขายกันบ่อยๆ ค้าขายกันไป บางคราวบริษัทคู่ค้ากับบริษัทคุณโผงก็มีของขวัญติดไม้ติดมือมามอบให้ เป็นของชำร่วย เป็นของแถม เป็นของกำนัลที่ตอบแทนคู่ค้าอีกฝ่ายที่สั่งซื้อให้บริษัทมียอดขายมากขึ้นๆ

วัน หนึ่ง บริษัทหนึ่งที่ขายสินค้าให้บริษัทคุณโผง แวะมาหาคุณโผงและมอบกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ตัวหนึ่งไว้แก่คุณโผงราคา 21,990 บาท โดยแจ้งแก่คุณโผงว่า

“บริษัทเราซาบซึ้งในน้ำใจที่บริษัทพี่โผง สั่งซื้อสินค้าจากเราไปปีหนึ่ง ไม่น้อย จึงมีของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ มามอบให้บริษัทพี่โผง เผื่อว่าจะได้ใช้ให้เกิดประโยชน์”

ปกติแล้ว ของสมนาคุณต่างๆ ในลักษณะนี้ที่ได้จาก บริษัทคู่ค้าขายนั้น บริษัทคุณโผงจะเก็บเอาไว้เพื่อนำไปให้พนักงานจับของขวัญกันในโอกาสปีใหม่

คุณโผงรับกล้องถ่ายรูปไว้แล้วเก็บเอาไว้

แต่ไม่เก็บไว้เฉยๆ หากแต่วันดีคืนดีนำเอาออกมาใช้

“ฮั่นแน่!!!!!”

มีคนแอบเห็นคุณโผงนำเอากล้องถ่ายรูปตัวนั้นออกมาใช้ คล้ายกับว่าเป็นกล้องของตัวเอง

จึงมีผู้ร้องเรียนต่อบริษัท ว่าคุณโผงกระทำมิชอบเข้าให้แล้วสิ

3.

“เปล่า” คุณโผงปฏิเสธ ว่าไม่ได้เอาไปใช้สักหน่อย ได้รับมาก็เก็บไว้เรียบร้อยเหมือนทุกๆ คราว

“จริงนะ” ฝ่ายที่มีอำนาจในการถามถาม

“จริงสิ” ฝ่ายคุณโผงตอบว่าจริงทั้งๆ ที่ไม่จริง

“ไม่เคยเอาไปใช้” ฝ่ายนั้นถามอีก

“ไม่เคยเอาไปใช้” คุณโผงยืนยัน

บริษัท ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสอบอะไรต่างๆ แวดล้อมจนหมดแล้ว เอากล้องตัวนั้นมา ตรวจหน่วยความจำของกล้องตัวนั้น พบว่ามีภาพอยู่ 26 ภาพล้วนเป็นภาพที่ดูแล้วรู้ทันทีว่า คุณโผงถ่าย เพราะเป็นรูปลูกคุณโผง ภริยาคุณโผง บ้านคุณโผง หน้าแข้งคุณโผง ทั้งสิ้น

คุณโผงรับสารภาพโดยดี ว่าเอาไปใช้จริงๆ นั่นแหละ

บริษัทมีคำสั่งให้เลิกจ้างคุณโผง ข้อหาทุจริตต่อหน้าที่

เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

4.

เจอคำสั่งเลิกจ้าง คุณโผงถึงกับหน้าจ๋อยสนิท

เงินเดือนเดือนละ 22,940 บาท ค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,000 บาท เงินประจำตำแหน่งอีกเดือนละ 3,000 บาท หายวับกับตา

คุณ โผงยื่นฟ้องบริษัทเป็นจำเลยต่อศาลแรงงาน เรียกให้บริษัทจ่าย ค่าชดเชยจำนวน 223,520 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 27,940 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 251,460 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างเป็นเงิน 558,800 บาท

ศาลแรงงานพิพากษาให้บริษัทจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 222,940 บาท ค่าชดเชย 183,520 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 48,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย

คุณโผงหายหน้าจ๋อยไปทันที

แต่ ทางฝ่ายบริษัทหน้าจ๋อยไปแทน ครั้นเมื่อหายจ๋อยแล้วจึงอุทธรณ์คดีต่อศาลฎีกา ว่าไม่ต้องจ่ายทุกอย่าง ด้วยว่าคุณโผงกระทำทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำของคุณโผงเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ หากสุจริตใจจริง ก็น่าจะยอมรับแต่แรกว่าเอากล้องไปใช้ตั้งแต่แรก แต่กลับปฏิเสธจนบริษัทต้องเปิดหน่วยความจำในกล้องตรวจสอบจึงยอมรับเพราะจำนน ต่อหลักฐาน

การกระทำของคุณโผงจึงเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เอาทรัพย์สินของบริษัทไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยมีเจตนาทุจริตปกปิด ทรัพย์สินของบริษัท ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย คุณโผงไม่ซื่อสัตย์ต่อบริษัท จึงมีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้างได้

5.

ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีนี้ ดังนี้

ใน การสอบสวนนั้นคุณโผงแจ้งว่า ได้รับกล้องที่เป็นของสมนาคุณมาจริง แล้วนำไปเก็บไว้ในที่เก็บสินค้าของบริษัทมิได้นำออกมาใช้ แต่เมื่อตรวจดูหน่วยความจำที่บันทึกภาพถ่ายในกล้อง ปรากฏว่ามีภาพอยู่จำนวน 26 ภาพ อันเป็นภาพที่คุณโผงบันทึกไว้เป็นการส่วนตัว คุณโผงจึงยอมรับว่า เอากล้องไปใช้แล้วจริง

การที่ยอมรับจึงเป็นเพราะคุณโผงจำนนต่อหลัก ฐาน ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นการนำไปใช้โดยถือวิสาสะ เพราะหากคิดว่า มีสิทธินำไปใช้ได้ ก็น่าจะยอมรับว่าเอาไปใช้แล้วจริงตั้งแต่ต้น ไม่น่าจะต้องให้ตรวจดูหน่วยความจำที่กล้องบันทึกไว้เสียก่อน

กล้อง ดังกล่าว เป็นกล้องสมนาคุณที่บริษัทได้มาและมีไว้เพื่อพนักงานจับรางวัลในงานวันขึ้น ปีใหม่ การที่คุณโผงไม่แจ้งให้บริษัททราบว่าได้กล้องมา ทั้งยังนำไปใช้โดยพลการ เมื่อมีการสอบสวนก็ยังไม่ยอมรับว่าเอาไปใช้แล้ว จนต้องมีการตรวจสอบหาความจริงจากหน่วยความจำที่กล้องบันทึกไว้

เช่น นี้ การกระทำของคุณโผงจึงเป็นการประพฤติไม่ซื่อตรง อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ บริษัทที่เป็นนายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างคุณโผงได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1) ทั้งยังเป็นการทำอันไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูก ต้องและสุจริต บริษัทจึงเลิกจ้างคุณโผงได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 583 บริษัทไม่ต้องจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่คุณโผง การเลิกจ้างในกรณีนี้จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้างได้ จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม บริษัทไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ศาลฎีกา พิพากษากลับคำพิพากษาศาลแรงงาน เป็นให้ยกฟ้อง

เที่ยวนี้คุณโผงจ๋อยไปมั่ง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8417/2551)



ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 583 ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้อง และสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ ได้

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 17 สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ใน กรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้ อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน

ในกรณีที่นายจ้างเป็น ฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้

การบอกเลิก สัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนด ที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้ และให้ถือว่าการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามวรรคนี้เป็นการจ่ายสินจ้างให้ แก่ลูกจ้างตามมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

การบอกกล่าว ล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 119 นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้

(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

อ้างอิงจาก    เส้นทางเศรษฐี


ThaiSMEfranchise.com : ศูนย์รวมธุรกิจ SME ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
Copyright 2010-2014. สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. พ.ศ.2537 [ ลิขสิทธิ์ & นโยบายส่วนตัว]
ผู้ดูแลเว็บไซต์ :   info@thaismefranchise.com |
ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Twitter ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน  Facebook ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Line

Telephone :  02-8967330-1 | Fax :  02-8967331
เจ้าของเดี่ยวกับ ThaiFranchiseCenter.com | ThaiSMEfranchise.com | ThaiFranchiseTV.com